

“ด้วยบริการจากโอมิเซะ การรับชำระเงินจึงเป็นเรื่องง่ายและไร้รอยต่อ ช่วยให้ร้านค้าสามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้ ซึ่งก็คือการให้บริการลูกค้า”
.png)
ปัจจุบันการเปิดร้านค้าออนไลน์นั้นเป็นเรื่องง่าย เพราะมีช่องทางให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมาร์เก็ตเพลส โซเชียลมีเดีย หรือแพลตฟอร์ม E-commerce แต่ย้อนกลับไปในช่วงปี 2010 เรื่องราวนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ในยุคนั้น เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เจ้าใหญ่ยังครองตลาด ขณะที่การขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook หรือ Instagram ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน ทั้งการต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคหรือใช้บริการนักพัฒนาเว็บไซต์ราคาสูง หากอยากมีหน้าร้านออนไลน์เป็นของตัวเอง และการที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ไว้วางใจการชำระเงินออนไลน์ หลายร้านค้าจึงรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มขนาดใหญ่
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้นี่เอง ที่ผู้ก่อตั้งทั้งสองของ SHOPLINE ได้พบกันในการแข่งสตาร์ทอัปที่ฮ่องกงในปี 2013 หลังจากได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น พวกเขาทั้งสองพบว่าต่างมีวิสัยทัศน์เดียวกัน ซึ่งก็คือการสร้างอนาคตที่ร้านค้าออนไลน์มีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเองและสามารถควบคุมธุรกิจได้อย่างเต็มที่
หลังจากนั้นไม่นาน วิสัยทัศน์ดังกล่าวได้กลายเป็น SHOPLINE แพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ที่ช่วยให้ธุรกิจเป็นเจ้าของประสบการณ์ของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ
ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี หลังจากก่อตั้ง SHOPLINE ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์ม E-commerce และ Social Commerce แบบครบวงจร ช่วยให้ธุรกิจสร้างร้านค้าออนไลน์ได้ง่าย และจัดการทุกขั้นตอนได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์ การจัดการสินค้าและออเดอร์ การทำการตลาด ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูล โดย SHOPLINE ยังคงยึดเป้าหมายที่เรียบง่ายและชัดเจน นั่นคือ การมอบเครื่องมือและโซลูชันแบบครบวงจรให้ร้านค้าออนไลน์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตและขยายขอบเขตของ E-commerce ได้อย่างเต็มที่

“ตั้งแต่เริ่มต้น ทีมงาน SHOPLINE เข้าใจดีว่า E-commerce ไม่สามารถเติบโตอยู่แค่ตลาดใดตลาดหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องขยายสู่ตลาดโลก” Raymond Hsu, Co-President จาก SHOPLINE กล่าว
SHOPLINE ไม่ได้มอบเพียงแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่ทรงพลังให้กับร้านค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังใช้กลยุทธ์ Localization ทุกครั้งที่ขยายสู่ตลาดใหม่ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ และปรับทั้งระบบขนส่งและช่องทางการชำระเงินให้เหมาะกับตลาดนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ หลังจากตั้งสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ SHOPLINE ได้ขยายการดำเนินงานไปยังไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และตลาดอื่นๆ เพื่อเข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้น และศึกษา Insight เฉพาะของแต่ละภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง
“นอกจากเรื่อง Localization แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ตัวอย่างเช่น ปีที่แล้วเราเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นของการซื้อแบบกลุ่ม (Group-buying) จึงพัฒนาโซลูชัน Group-buying แบบครบวงจรออกมาอย่างรวดเร็ว ส่วนปีนี้ เราได้ต่อยอดด้วยฟีเจอร์ Crowdfunding บนเว็บไซต์ของแบรนด์ เพื่อรองรับความต้องการในการระดมทุนของธุรกิจ” Raymond Hsu อธิบายเพิ่มเติม
ปัจจุบัน SHOPLINE ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มสำหรับสร้างร้านค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์ม Unified Commerce (ระบบจัดการการขายครบวงจร) ชั้นนำ ที่ช่วยให้ร้านค้าขายสินค้าได้อย่างราบรื่นผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ โซเชียลมีเดีย มาร์เก็ตเพลส หรือจุดขายออฟไลน์ต่างๆ
แม้ว่าร้านค้าส่วนใหญ่ในสิงคโปร์จะมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศ SHOPLINE ก็ยังสนับสนุนให้ธุรกิจขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านโซลูชันอย่าง Markets และ Payment ซึ่งช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้ง่ายขึ้น
เพื่อช่วยให้ร้านค้าทุกขนาดประสบความสำเร็จ SHOPLINE จึงพัฒนา Open Ecosystem ที่ครบวงจรที่สุดในอุตสาหกรรม รองรับการเชื่อมต่อผ่าน API ทำให้ร้านค้าสามารถเลือกใช้งานบริการจากพันธมิตรกว่า 100 รายในหลากหลายแอปพลิเคชันได้อย่างอิสระ
หนึ่งในพันธมิตรสำคัญคือเพย์เมนต์เกตเวย์อย่างโอมิเซะ ซึ่งมอบโซลูชันการชำระเงินที่ช่วยให้ร้านค้าบน SHOPLINE รับชำระเงินได้อย่างง่ายดายผ่านช่องทางที่หลากหลาย ตั้งแต่บัตรเครดิตและบัตรเดบิต ไปจนถึงบริการชำระเงินแบบเรียลไทม์ยอดนิยมอย่าง PayNow

“ในฐานะผู้ให้บริการ SaaS เป้าหมายของเราคือการเสริมศักยภาพให้ร้านค้าในทุกด้าน การเปิดให้ใช้วิธีชำระเงินที่เชื่อถือได้และได้รับความนิยมอย่าง PayNow จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของเป้าหมายนั้น” Raymond Hsu กล่าว
PayNow ถือเป็นหนึ่งในช่องทางการชำระเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสิงคโปร์ ด้วยความรวดเร็ว สะดวก และคุ้มค่า จึงเหมาะทั้งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบรับชำระเงินแบบไร้เงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ
“เราตัดสินใจเลือกใช้โอมิเซะ เพราะโซลูชัน PayNow ของโอมิเซะรองรับธนาคารใหญ่ทั้งหมดในสิงคโปร์ ทำให้ลูกค้าสามารถสแกนผ่านแอปธนาคารได้อย่างราบรื่นและชำระเงินได้รวดเร็ว ระบบของโอมิเซะยังมีความปลอดภัยและเสถียร ช่วยให้เรามอบประสบการณ์การชำระเงินที่ไร้สะดุดให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มอัตราการแปลงยอดขาย (Conversion Rate) และกระตุ้นมูลค่าการซื้อขายรวม (GMV) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ SHOPLINE ในการสร้างประสบการณ์ธุรกรรมที่ปลอดภัย และโอมิเซะก็พิสูจน์ความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง” Raymond Hsu อธิบาย
ตั้งแต่เริ่มความร่วมมือในเดือนพฤษภาคม 2021 การเชื่อมต่อระบบของโอมิเซะกับ SHOPLINE ได้ประมวลผลมูลค่าการซื้อขายรวม (GMV) กว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง การชำระเงินผ่าน PayNow และบัตรต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคช้อปปิ้งได้อย่างราบรื่น เพียงสแกนจ่ายผ่านแอปธนาคารที่คุ้นเคย ในขณะเดียวกัน ร้านค้าก็ได้รับประโยชน์จาก Conversion Rate ที่ดีขึ้น การกระทบยอดอัตโนมัติ และมีเวลาเพิ่มขึ้นในการโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจ แทนที่จะต้องใช้ทรัพยากรไปกับการจัดการขั้นตอนการชำระเงิน
คำว่า “Line” (เส้นทาง) ในชื่อ SHOPLINE สื่อถึงการเชื่อมต่อระหว่างร้านค้าและผู้บริโภคตลอดเส้นทางการชอปปิง โดยภารกิจของ SHOPLINE คือการทำให้เส้นทางเหล่านี้ราบรื่น ง่ายดาย และไร้พรมแดน การเป็นพันธมิตรกับโอมิเซะมีส่วนช่วยให้วิสัยทัศน์เหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง
“เมื่อขั้นตอนการชำระเงินราบรื่น ร้านค้าก็สามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้ นั่นคือ การให้บริการลูกค้าและการเติบโตของธุรกิจ” Raymond Hsu กล่าวสรุป
วันนี้ SHOPLINE พร้อมช่วยร้านค้าทุกขนาดก้าวสู่ความสำเร็จในระดับสากล ด้วยโซลูชันการชำระเงินที่ราบรื่นจากโอมิเซะ ทุกธุรกรรมจึงเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัย ร้านค้าสามารถโฟกัสกับการเติบโตและสร้างประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างเต็มที่ พร้อมเปิดทางสู่การเติบโตไร้พรมแดนอย่างแท้จริง