เปิดประสบการณ์การใช้งานโอมิเซะกับ U drink I drive

ธุรกิจ: U drink I drive
ผู้ให้สัมภาษณ์: สิรโสมย์ บริสุทธิ์สุวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง

ไอเดียทำ U drink I drive มาจากไหน

ทุกวันนี้เราอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์จะเห็นว่าอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย ทั้ง ๆ ที่มีหน่วยงานมากมายทั้งภาครัฐภาคเอกชนออกมารณรงค์กันเต็มไปหมด ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเผยว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับต้น ๆ ที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่ง 40% ของอุบัติเหตุทั้งหมดมาจากการดื่มแล้วขับ จริง ๆ U drink I drive เริ่มตั้นจากโปรเจคที่เราทำส่งอาจารย์ตอนที่เรียน ตอนทำรีเสิร์ช ทำแผนธุรกิจเห็นว่าโมเดลนี้น่าสนใจเพราะนอกจากจะช่วยสังคมได้แล้ว ยังช่วยชีวิตคนได้ด้วย

ช่วงที่เริ่มทำคนรอบข้างท้วงเยอะเหมือนกัน หลาย ๆ คนมองว่าไม่น่าจะเวิร์ค จะทำให้ผู้ใช้บริการยอมไว้ใจคนอื่นมาขับรถตัวเองมันไม่ง่ายนะ กว่าจะมาเป็นรูปเป็นร่าง เราใช้เวลาวางแผนอยู่ราว ๆ 1 ปี ยอมรับว่าแรก ๆ ยากเหมือนกัน เพราะคนไม่กล้าใช้ ยังไม่มีใครรู้จักว่าบริการแบบนี้มันคืออะไร

ตอนนี้ธุรกิจ U drink I drive เปิดให้บริการมากว่า 3 ปีแล้ว มีคนขับรถอยู่ในระบบประมาณ 300 คน โดยเฉลี่ยแล้วมีผู้ใช้บริการของเรากว่า 5000 ทริปในแต่ละเดือน

CEO 2

มีแพลนจะขยายธุรกิจมั้ย?

ตอนเริ่มเรามี U drink I drive แต่ตอนนี้เราเพิ่มเป็น U sit I drive เข้ามา เปิดตัวไปช่วงปลายปี 2559 คือเป็นบริการ 24 ชั่วโมงเลย เราเห็นความต้องการของลูกค้าที่เคยใช้บริการเราในช่วงกลางคืนมาก่อน อยากได้ใครที่สามารถไว้ใจได้ไปทำธุระแทน ก็จะเริ่มมีฝากให้เอารถไปส่งศูนย์ซ่อมให้หน่อย คุณแม่ต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะจ้างคนขับรถประจำมาเลยก็รู้สึกเกินความจำเป็น จึงหันมาพึ่งบริการของเรา เคยมีเคสนึงที่เราจำได้เลยคือ ลูกค้าคอนแทคหลุดหาย ขับรถต่อไม่ได้ ก็โทรมาหาเราให้พาไปส่งถึงที่ ส่วนการขยายไปต่างจังหวัด เราดู ๆ ไว้ตามเมืองใหญ่ ๆ ก่อน แต่ก็ต้องรอเวลาที่ตลาดพร้อมด้วย

เป้าหมายคืออะไร?

ตอนที่ก่อตั้ง U drink I drive ไม่คิดเลยว่าเราจะมาไกลถึงจุดนี้ ทุกวันนี้เราทำงานร่วมกับภาครัฐ เช่น มูลนิธิเมาไม่ขับ กรมควบคุมความประพฤติ รวมถึงองค์กรไม่แสวงผลกำไรหลาย ๆ แห่ง เพื่อรณรงค์ และช่วยสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้ขับขี่ เราไม่ได้มองว่าทุกคนจะต้องมาใช้ U drink I drive แล้วธุรกิจเราจะประสบความสำเร็จ แต่เราเป็นหนึ่งในทางเลือก เป้าหมายสูงสุดของเราคืออยากทำให้อุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับในประเทศไทยลดลงและเป็นศูนย์ในที่สุด

ตอนนี้ U drink I drive เปิดให้บริการมากว่า 3 ปี และให้บริการไปแล้วมากกว่าแสนทริป เราเชื่อว่าเราได้ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนไปได้มาก

CEO 1

ช่วงพัฒนาแอปพลิเคชัน

กว่าจะมาเป็น U drink I drive เราใช้เวลาศึกษาข้อมูล ทำแผนธุรกิจ ดูเรื่องการทำแอปพลิเคชันด้วย แน่นอนว่าเราทำธุรกิจก็จะต้องมีเรื่องของการรับชำระเงินเข้ามา เรารู้เลยว่าสิ่งที่ต้องการเป็นลำดับแรกเลยคือประสบการณ์ที่ seamless  (ราบรื่น) สำหรับลูกค้า คือเมื่อเค้ากรอกข้อมูลบัตรไปแล้วจะต้องสามารถจัดเก็บไว้สำหรับการใช้บริการครั้งต่อ ๆ ไปได้ ไม่ต้องมาวุ่นวายกรอกอะไรทีหลังอีก ต้องไม่ลืมว่าลูกค้าเราสติอาจจะไม่ได้ 100% เสมอ 😝 คือจะกดเข้าแอปฯ บางทีก็ยากแล้ว ถ้าจะต้องให้เค้ากดเลขบัตรเป็น 10 หลัก แล้วมี CVV อีก พอดีกัน ไม่มีคนใช้บริการของเราแน่ ๆ

โจทย์อีกข้อคือเราต้องแน่ใจว่าเก็บข้อมูลลูกค้าเราไปแล้วจะปลอดภัย ซึ่งตรงนี้หนึ่งในหุ้นส่วนของเราซึ่งเป็น tech savvy ได้ไปอ่านเจอเกี่ยวกับระบบรับชำระเงินออนไลน์ของโอมิเซะ เข้าใจว่ามีมาตรฐานดี ให้บริการบริษัทใหญ่ ๆ ระดับประเทศอยู่ เราก็ค่อนข้างวางใจ และในแง่ของฟีเจอร์ที่เราต้องการก็นับว่าตอบโจทย์มากที่สุดด้วย

ประสบการณ์การทำงานกับโอมิเซะเป็นอย่างไรบ้าง?

เราใช้บริการโอมิเซะมาตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจเลย นับตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ค่อนข้างพอใจมาก แฮปปี้ดีทุกอย่าง การดู balance (รายการธุรกรรม) การทำ refund (คืนเงิน) ผ่าน dashboard ง่ายแล้วก็สะดวกมาก ๆ คนฝั่ง biz ฝั่ง operation ที่ low tech อย่างเรายังสามารถทำได้เองเลย เรื่อง user interface ออกแบบมาค่อนข้างดี ทำให้เข้าใจได้ง่าย

ต้องบอกก่อนว่าตอนที่เริ่มทำ U drink I drive เราทำผ่านระบบ call center อย่างเดียว การชำระเงินก็จะใช้เงินสด แต่หลังจากที่เปิดตัวแอปพลิเคชัน เราก็ได้นำเสนอช่องทางรับชำระเงินผ่านทางบัตรเครดิตเข้ามา ซึ่งเราเห็นการเติบโตของผู้ใช้งานที่ชำระเงินผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ